|
เมื่อพระพุทธองค์ทรงได้รับคำตอบแล้ว พระองค์ก็ทรงประกาศแก่เทพยดาให้เห็นเป็นพยานว่าท้าวทศราชท้าวกรุงพาลีได้ยกเนื้อที่ให้แก่พระองค์แล้ว
3 ก้าว ต่อจากนั้นพระองค์ก้าวเดินไปด้วยพระพุทธาภินิหารของพระองค์
เมื่อทรงย่างเหยีบเพียงแค่ 2 ก้าวก็ถึงซึ่งขอบเขตจักรวาลแล้ว
เมื่อเหตุการณ์แปรเปลี่ยนไปดังนั้น เล่นเอาเจ้ากรุงพาลีและพระภูมิเจ้าที่(โอรส)
ถึงกับตกใจสุดขีด ลมแทบจับเลยทีเดียว เพราะหากว่าเป็ฯเช่นนี้พระองค์และพระโอรสทั้ง
9 พระองค์ ก็ต้องกลับเป็นฝ่ายที่ไร้ซึ่งที่จะอยู่ หมดซึ่งอำนาจต่าง
ๆ ที่มีมา ประชาชนทั้งหลายก็ต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลของพระพุทธเจ้าทันที
เมื่อสิ้นสุดการก้าวย่างของพระพุทธองค์
นับแต่บัดนั้น ท้าวทศราชและโอรสทั้ง 9 จึงจำต้องออกไปอยู่นอกเขตจักรวาล
ไม่มีตนมาเอาเอกเอาใจอย่างที่เคยเป็นมา จึงเกิดการอดอยากในเครื่องสังเวย
ดังนั้นท้าวทศราชจึงได้ใช้ให้โอรสทั้ง 9 องค์ที่เป็นพระภูมิเจ้าที่ให้มากราบทูลพระพุทธเข้า
เพื่อทูลขอเครื่องบัตรพลี (เครื่องสังเวย) และขอที่ดินคืน อย่างน้อยก็พอได้เป็นที่อยู่อาศัยบ้าง
ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับทราบถึงเรื่องที่พระภูมเจ้าที่ทูล...พระองค์ก็ทรงมีพุทธานุญาต
ให้ทราบโดยทั่วกันทั้งประชาชนและเทพยดาทั้งหลายว่า...
ต่อไปนี้ ถ้าใครผู้ใด จะสร้างบ้านเรือนหรือก่อพระเจดีย์ ปลูกพระศรีมหาโพธิ์
ทำพระวิหาร ทำสถานนี้ปลูกศาลา ปั้นพระพุทธรูบวชพระภิกษุ หรือการมงคลใด
ๆ ก็ให้จัดตั้งพระภูมิเอาไว้ แล้วบอกกล่าวทุกครั้งไป เพื่อพระภูมิจะได้เป็นผู้มาดูแลเป็นหูเป็นตาแทน
นับแต่นั้นมา ศาล ของพระภูมิ หรือบ้านพระภูมิ เป็นดังที่ปรากฎให้เราได้เห็นกันอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้
ศษลพระภูมิคือบ้านที่พระภูมิอยู่นั่นแหล่ะ แต่ที่เราต้องเรียก
"ศาล" นั้นก็คงจะมาจากลักษณะที่ตัวบ้านที่เราเห็นกัน รวมถึงขนาดของบ้านซึ่งสมัยก่อนนั้นถ้าเป็นบ้านหรือศษลของเจ้ากรุงพาลีก็๗มีขนาดใหญ่พอสมควรโดยมีขนาดใหญ่กว่าของโอรส
มีเสา 4 เสาถ้าเป็นในต่างจังหวัดจะมีประจำหมู่บ้านที่เรียกว่า
"ศาลปู่ตา" ภาคอีสานจะกลับคำกันกับ ภาคกลางที่เรียกว่า ศาลตาปู่
ซึ่งตามที่ผู้รู้บอกนั้น ศษลที่มีขนาดใหญ่นี้จะมีศักดิ์เป็นหัวหน้าศษลอื่น
ๆ ที่แยกย่อยออกไปทั้งหมด(ศาลย่อยที่ว่านี้ก็คือ ศาลที่พระโอรสทั้ง
9 สิงสถิตอยู่) เพราะศาลขนาดใหญ่จะมีสี่เสาขึ้นไป(ปัจจุบันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
และโอ่อ่าขึ้นตามสภาวะ) แต่ศาลขนาดเล็กจะมีเพียงเสาเดียวซึ่งต่างจังหวัดในปัจจุบันนี้ยังคงพอมีหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง
โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ที่นิยมทำศาลเพียงตา หรือบางทีเรียกว่าศาลชั่วคราว
นอกนั้นก็จะเป็นทางภาคเหนื้อ ส่วนศาลที่อยู่ในแถบภาคกลางบอกได้เลยว่าแทบจะไม่มีลักษณะศาลอย่างดั้งเดิมเหลือเอาไว้เลย
ตั้งศาล... ก็ได้เปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการของความเจริญทางด้านเทคโนโลยีไปแล้ว
สมัยนี้ศาลพระภูมิจะต้องเป็นปูนถึงจะเหมาะสม ว่ากันอย่างนั้น
ขนาดของศาลพระภูมิก็ไม่เป็นเช่นดังเดิมมา จะให้ไปถืออย่างท่านผู้รู้บอกว่าถ้าศาลใหญ่ก็หัวหน้าศาลเล็กก็ลูกนั้นคงจะไม่มีได้เสียแล้วละทีนี้
แต่ผู้เขียนอยากจะจกตัวอย่างของศาลที่มีขนาดใหญ่ ที่ว่าเป็ฯหัวหน้าศาลทั้งหลายมาบอกไว้ตรงนี้นิดหนึ่งว่า
ถ้าหากว่าเราไปตามต่างจังหวัดก็คงจะเห็นความเชื่อประเภทนี้เอาไว้อยู่บ้าง
ดูได้จากปากทางเข้าบ้าน(หมู่บ้าน) หรือจะเป็นท้ายหมู่บ้าน แต่ส่วนมากแล้วจะนิยมสร้างศษลพระภูมิประจำหมู่บ้านเอาไว้ทางเข้าหมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกมากกว่า
เมื่อดวงตะวันยามเช้าขึ้นเมื่อใด ก็จะสาดส่องถึงศาลพระภูมิได้
จะมีแทบทุกหมู่บ้านและจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้น
ๆ ด้วย โดยการแสดงออกในลักษณะความเชื่อถือคือ...
ศาลปู่ตา ก็จะต้องรับรู้เรื่องราวด้วย ลูกหลานจะเดินทางออกนอกหมู่บ้าน
ไปไหนมาไหนจะต้องบอกกล่าวให้ท่านรักษา หรือแม้แต่การที่จะมีลูกชายเข้ารับราชการทหาร
โดยการจับใบดำใบแดง ผู้เป็นพ่ะแม่กลัวว่าลูกจะติดทหารก็ต้องนำของไปถวาย
ขอให้ช่วยลูกชายแคล้วคลาดจากการเป็นทหาร เหล่านี้เป็นต้น
|